inkjetsociety • Vol 04
พื้นฐานไฟล์ดิจิตอล
ตอนที่ 4 File Resolution
0
964

มาถึงเรื่องที่เราสับสนกันมากที่สุด กับคำว่า Resolution ที่แปลว่า ความละเอียด ซึ่งมี resolution อยู่หลายรูปแบบในระบบดิจิตอล ไม่ว่าจะเป็น Camera resolution (ความละเอียดที่กล้องดิจิตอลสามารถบันทึกภาพได้), Scanner resolution (ความละเอียดที่สแกนเนอร์สามารถสแกนภาพได้), Monitor resolution (ความละเอียดที่จอมอนิเตอร์สามารถแสดงภาพบนหน้าจอ) แต่สำหรับไฟล์ดิจิตอล เราจะหมายถึง File resolution หรือ Image resolution

File resolution หรือ Image resolution หมายถึง ความละเอียดของไฟล์ดิจิตอล ซึ่งเราจะดูจากจำนวน pixel ที่มีอยู่ทั้งหมดในไฟล์ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีไฟล์รูปที่สแกนมา และนับตามแนวนอน (หรือแนวตั้ง) ได้ว่า ใน 1 นิ้วมีจุดอยู่ทั้งหมด 100 จุด นั่นหมายถึง รูปนี้มีความละเอียด 100 pixel ต่อ 1 นิ้ว หรือ 100 pixel per inch (100 ppi) ตามหลักแล้ว ถ้าเราพูดถึง ความละเอียดของหน้าจอมอนิเตอร์ ความละเอียดของไฟล์ และความละเอียดของกล้อง เราจะใช้หน่วยเป็น pixel per inch (ppi) แต่ถ้าเป็นความละเอียดของงานพิมพ์ เราจะใช้หน่วยเป็น dot per inch (dpi) ที่เราเรียกเป็น dot เพราะว่าซอฟต์แวร์ของเครื่องพิมพ์ จะแปลงค่า pixel แล้วสั่งให้หัวพิมพ์พ่นหยดหมึก (ที่เราเรียกว่า Dot) ออกมาบนวัสดุ

ความละเอียดของไฟล์ จะเป็นตัวบอกถึงคุณภาพและรายละเอียดของรูป ยิ่งมี pixel มากเท่าไหร่ในพื้นที่นั้นๆ pixel ก็จะมีขนาดเล็กลง คุณภาพของรูปนั้นก็จะยิ่งดีขึ้น รูปที่มีความละเอียด 300 ppi จะมีคุณภาพดีกว่ารูปที่มีความละเอียด 50 ppi เมื่อพิมพ์ที่ขนาดเท่ากัน

เปรียบเทียบรูป Bitmap ที่ resolution ต่างกัน ที่ขนาดเท่ากัน
Stacks Image 140440

Image courtesy of www.artnau.com

แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า ไฟล์ที่มี pixel เยอะๆ จะดีเสมอไป เพราะว่าไฟล์นั้นก็จะใหญ่ขึ้น เวลาแก้ไขไฟล์ก็นาน เวลา save ไฟล์ก็นานขึ้น เวลา copy ไปยัง RIP ก็เสียเวลามากขึ้น เวลาพิมพ์งาน pixel ที่มากเกินความจำเป็นก็จะถูกตัดทอนออกไป ไม่ได้ถูกใช้งาน หรือแม้กระทั่งไฟล์ที่ใหญ่เกินไป อาจจะทำให้โปรแกรมหยุดทำงานก็ได้ ฉะนั้นเราจึงต้องเตรียมไฟล์ที่มีความละเอียดเพียงพอกับการพิมพ์งานที่มีคุณภาพ โดยไม่ต้องเสียเวลากับข้อมูลที่ไม่ได้ถูกใช้งาน

แล้วความละเอียดเท่าไหร่? จึงจะดีที่สุดสำหรับการพิมพ์งานดิจิตอล สำหรับการพิมพ์งานดิจิตอลนั้น ไม่มีกฏเกณฑ์หรือหลักการตายตัวสำหรับความละเอียดของไฟล์เหมือนกับการพิมพ์งานออฟเซ็ท ในการพิมพ์งานออฟเซ็ท เราจะใช้กฏ ppi-to-lpi ratio (หรือที่เรียกว่า Halftone factor ซึ่งจะใช้ไฟล์ที่ความละเอียดมากกว่า lpi (screen frequency) ที่สูตร 1.5–2.0 เท่า ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะส่งไฟล์โปสเตอร์ไปพิมพ์ที่โรงพิมพ์ที่ใช้แท่นพิมพ์ที่ใช้ screen frequency ที่ 150 lpi เราจะต้องเตรียมไฟล์ที่ความละเอียดอย่างน้อย 1.5 เท่าของ 150 lpi เท่ากับ 1.5 x 150 = 225 ppi หรือ 2.0 เท่าของ 150 lpi เท่ากับ 2.0 x 150 = 300 ppi สรุปว่า ไฟล์ที่ดีที่สุดจะมีความละเอียดที่ 225–300 ppi ที่ขนาดจริงที่จะพิมพ์

แต่สำหรับการพิมพ์งานดิจิตอลแล้ว เราจะใช้หลักเกณฑ์อะไรดี?

ในสมัยเริ่มแรก มีการใช้สูตร ⅓ โดยการเอาค่าความละเอียดสูงสุดของเครื่องพิมพ์ มาหารด้วย 3 อย่างเช่น เครื่องพิมพ์ Epson ในสมัยนั้นพิมพ์ได้ความละเอียดสูงสุดที่ 720 dpi เราจะเอา 720 ÷ 3 = 240 ppi ไฟล์ที่เหมาะสมที่สุดคือไฟล์ที่ความละเอียด 240 ppi ที่ขนาดจริงที่จะพิมพ์ สูตรนี้เรียกว่า Magic Resolution Number

แต่ต่อมา เครื่องพิมพ์ Epson สามารถพิมพ์ได้ความละเอียดสูงขึ้น 1440 dpi, 2880 dpi และ 5760 dpi ถ้าเราเอา 5706 ÷ 3 = 1920 ppi นั่นเท่ากับว่า เราต้องเตรียมไฟล์ที่มีความละเอียดถึง 1920 ppi ซึ่งไฟล์จะใหญ่และเปลืองเวลามาก สำหรับการพิมพ์งานดิจิตอล โดยเฉพาะการพิมพ์งานอิงค์เจ็ท ให้เราดูค่า resolution ที่เป็น Native resolution ของไดร์เวอร์หรือหัวพิมพ์ ซึ่งจะเป็นค่าความละเอียดจริงที่จะพิมพ์ออกมา ซึ่งเท่ากับ 720 dpi เราก็ยังใช้สูตร ⅓ ได้อยู่ดี (ตามข้อมูลของ Epson แล้ว Input resolution ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท แบบ Desktop เท่ากับ 720 dpi แบบ Wide Format เท่ากับ 360 dpi) แต่ทาง Epson แนะนำให้ใช้ไฟล์ที่ความละเอียด 300–360 ppi ที่ขนาดจริงที่เราต้องการจะพิมพ์ ถ้าไฟล์ของเรามีความละเอียดน้อยกว่า 240 ppi เราจะเริ่มเห็นความแตกต่างในเรื่องคุณภาพงานพิมพ์ที่ด้อยลงได้ แต่ถ้าไฟล์ที่มีความละเอียดเกินกว่า 360 ppi เราจะไม่ค่อยเห็นความแตกต่างในเรื่องคุณภาพงานพิมพ์ที่พิมพ์ออกมา

HP หรือ Hewlett-Packard จะมีค่า Internal render resolution ที่ 600 dpi และ 1200 dpi ขึ้นอยู่กับค่าที่เรากำหนดตอนสั่งพิมพ์ ทาง HP จึงแนะนำให้ใช้ไฟล์ที่ความละเอียด 150–200 –300 ppi ที่ขนาดจริงที่เราต้องการจะพิมพ์ ดังนั้นความละเอียดที่เหมาะที่สุดกับ HP น่าจะเป็นที่ 200 ppi

Canon ใช้หัวพิมพ์ส่วนใหญ่ที่มีค่า Native resolution ที่ 600 dpi ทาง Canon จึงแนะนำให้ใช้ไฟล์ที่ความละเอียด 200–300 ppi และไม่ควรต่ำกว่า 180 ppi เพื่อให้ได้งานพิมพ์ที่คุณภาพดีที่สุดสำหรับเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทของ Canon

ส่วนเครื่องพิมพ์อื่นๆ แนะนำให้ใช้ค่า Native resolution ของหัวพิมพ์ (ดูได้จากเว็บไซต์ของผู้ผลิตหัวพิมพ์) หรือค่าความละเอียดที่เราต้องการจะพิมพ์ มาหารด้วย 3 หรือ 4 จะได้ค่าความละเอียดของไฟล์ที่เราต้องใช้ แต่ไม่ควรใช้ค่าที่หารแล้วไม่ลงตัว อย่างเช่น 113 ppi เพื่อส่งไปพิมพ์ที่ความละเอียด 600 dpi เพราะอาจจะมีปัญหาในเรื่องขนาดที่พิมพ์ออกมาและ dot ที่พิมพ์ออกมาอาจจะมี pattern ที่ไม่สม่ำเสมอกัน แต่ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับ ระยะในการมอง (Viewing distance) ด้วย อย่างเช่นกสรพิมพ์งานบิลบอร์ด เราอาจจะทำไฟล์ที่ความละเอียดได้แค่ 75 ppi ซึ่งถ้ามองในระยะไกล ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่มีอีกหลายคนที่ทำไฟล์ที่ความละเอียด 72 ppi ซึ่ง 72 ppi เป็นความละเอียดของหน้าจอมอนิเตอร์ที่เราทำงานต่างหาก

เครื่องพิมพ์

Canon

Epson

HP

ความละเอียดของไฟล์ที่ผู้ผลิตแนะนำ

200–300 ppi แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 180 ppi

300–360 ppi แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 240 ppi

150–200–300 ppi แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 125 ppi

Stacks Image 140464

เวลาที่เราพูดถึงคำว่า ppi อย่างเช่น 720 x 720 ppi (720 pixel ต่อนิ้ว ในแนวนอน และ 720 pixel ต่อนิ้ว ในแนวตั้ง) เพราะว่า Pixel แสดงผลในรูปของตารางสี่เหลี่ยม ถ้าจำนวน pixel ในแนวตั้งและแนวนอนมีจำนวนเท่ากัน อาจจะเรียกสั้นๆ ว่า 720 ppi ก็ได้ เราดูค่า Image resolution ได้จาก

ดูจากขนาดของรูป เช่น ขนาดของรูป 1600 x 1200 ก็หมายถึง รูปมีขนาด 1600 x 1200 pixel

ดูจากจำนวนของ pixel เช่น รูปขนาด 1.92 megapixels (เมกะพิกเซล) จะเท่ากับ 1,920,000 pixel = 1600 x 1200 pixel

ดูจาก Image Size ในโปรแกรม Photoshop ดูได้จากคำสั่ง Image Size ไฟล์ขนาด 5.333 x 4 นิ้ว ที่ความละเอียด 300 ppi แนวนอน 5.333 นิ้ว x 300 ppi = 1600 pixel แนวนอน 4 นิ้ว x 300 ppi = 1200 pixel  

ตัวอย่างเปรียบเทียบรูป Bitmap ที่ความละเอียดต่างกัน
  • Stacks Image 140480
  • Stacks Image 140485
  • Stacks Image 140490
  • Stacks Image 140495
  • Stacks Image 140500
2016 inkjetsociety   03.2016